13 ความ “รู้” โดนใจจากหนังสือ “ที่สุดของ VI”

บทความแรกหลังปีใหม่อันเกิดจากความประทับใจของแอดเอง หลังจากที่ได้เรียนหลักสูตรไทยวีไอและอ่านหนังสือของอาจารย์ชาย มโนภาส ในช่วงวันหยุดปีใหม่ แอดเลยอยากบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือดีๆ เล่มนี้ และนำมาแบ่งปันค่ะ บอกได้เลยว่า แนะนำอย่างยิ่ง อ่านเพลินจนอ่านรวดเดียวจบ แต่แอดเชื่อว่าถ้ากลับมาอ่านอีก ก็จะได้แง่มุมใหม่ๆ อีกแน่นอน 🥰

📌13 ความ“รู้” โดนใจ จากหนังสือ “ที่สุดของ VI” ของ ชาย มโนภาส

🔺1. “รู้” ตัวเอง ว่าเป็นนักลงทุนแบบไหน
การลงทุนมีทุนต้องใช้ทั้ง “ศาสตร์” (ความรู้ความเข้าใจในการลงทุน) และ “ศิลป์” (ความอดทนต่อความผันผวน) สำหรับ VI ควรรู้มาก อดทนมาก พยายามอย่าเป็นนักลงทุนรู้น้อย อดทนน้อย เพราะไม่เคยมีใครที่ประสบความสำเร็จ

#ความรู้เป็นตัวตั้ง #ความอดทนเป็นตัวคูณ

🔺2. “รู้” ว่าเราจะเอาอะไรไปสู้กับเขา
ก่อนลงสนามลงทุน ต้องตอบตัวเองให้ได้ ว่าคุณในฐานะนักลงทุนตัวเล็กๆ จะเอาอะไรไปสู้กับกองทุนไทย กองทุนต่างประเทศ และเจ้าในตลาด

คำตอบ คือ การแสวงหาความรู้ ความใส่ใจในรายละเอียด และวินัยที่เข้มข้น

🔺3. “รู้” ว่าสิ่งไหนควรหลีกเลี่ยง ถ้าคุณเป็น “นักลงทุนสามัญชน”
ไม่ควรลงทุนในกิจการที่มีลักษณะ ดังนี้
1) กิจการที่มีราคาขายต่อหน่วยลดลงตลอด
2) กิจการที่ราคาสินค้าหรือผลิตภัณฑ์มีความผันผวนสูง
3) กิจการที่มีคู่แข่งเกิดใหม่ในอัตราสูง

🔺4. “รู้” จักแยกแยะ “ความเห็น” vs. “ข้อเท็จจริง”
อาชีพ “รับจ้างชี้ขุมทอง” นั้นไม่มีจริง การหาข้อมูลการลงทุนที่ดี ควรเป็นข้อมูลที่เป็น “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่า “ความเห็น” (Opinion) และควรเป็นข้อมูลที่ไกลจาก “อคติ” หรือ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้น

Buffett เคยกล่าวไว้ว่า “คุณไม่สามารถเข้าถึงความสำเร็จ ในการลงทุนได้ถ้าคุณยังไม่สามารถคิดได้อย่างอิสระ”

ระบบความคิดเป็นสิ่งสำคัญ มองให้รอบด้าน อย่างเป็นกลาง แล้วจะมองเห็นโอกาสในการลงทุน

🔺5. “รู้” วิธีการลดความเสี่ยง
การกระจายการถือครองหุ้นออกไป (ในสิ่งที่เรารู้และเข้าใจ!) ไม่กระจุกอยู่ในกิจการใดกิจการหนึ่ง การถือครองเงินสดไว้ใน ระดับหนึ่งอย่างน้อยควรพอแก่ภาระค่าใช้จ่าย 6 เดือนข้างหน้า (Buffett ถือเงินสดไว้ ประมาณ 10-20% ของสินทรัพย์ทั้งหมดอยู่ตลอด) และถ้ามีความจำเป็นต้องกู้เงินมาลงทุนก็ควรให้อยู่ในระดับที่ บริหารจัดการได้

🔺6. “รู้” ว่าถ้าเงินเฟ้อมาจริง จะลงทุนอย่างไร
เงินฝาก หรือ พันธบัตรระยะสั้น อาจทำได้แค่รักษาความมั่งคั่ง แต่ไม่มีดอกผลงอกเงย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการฝากระยะยาว ที่อาจขาดทุนเพราะแพ้เงินเฟ้อ
ดังนั้น ลองมาดูสิ่งที่ Buffett แนะนำ
– ลงทุนในหุ้นที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ดี หลีกเลี่ยงบริษัทที่ยังต้องกู้เงินมาหล่อเลี้ยงบริษัท
– ลงทุนในหุ้นที่แม้จะปรับราคาสินค้าขึ้น ลูกค้าก็ยินดีจ่าย
– ลงทุนในกิจการที่ใช้เงินทุนไม่มากในการขยายธุรกิจ

การจะมองเห็นโอกาส ให้ลองตอบ 2 คำถามนี้
1) เงินเฟ้อเกิดเพราะราคาของสิ่งใด? ให้ลงทุนในของสิ่งนั้น
2) เงินเฟ้อจะหยุดเมื่อไร (มักเป็นช่วงที่ดอกเบี้ยพันธบัตรทำจุดสูงสุด)? ให้ซื้อตราสารหนี้คุณภาพดี ทำให้มีรายได้จากดอกเบี้ย แล้วพอเงินเฟ้อเริ่มจาง ดอกเบี้ยเริ่มลงมา ก็ขายทำกำไร

🔺7. “รู้” ว่าหุ้นแบบไหน กำไรไม่ธรรมดา
บริษัทที่ให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นแบบไม่ธรรมดา มักมี 3 ส่วนที่คล้ายกัน
1) เป็นผู้นำตลาด
2) เน้นสร้างนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่
3) เป็น mega trend หรือธุรกิจในกระแส
อย่ามองแค่ตัวเลขอัตราส่วนทางการเงิน แต่ให้มองส่วนประกอบอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาพรวมอุตสาหกรรม คู่แข่ง ความสามารถในการแข่งขัน

🔺8. “รู้” ใกล้ และ ไกล
ขยายขอบเขตของความรู้ไปในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ให้เป็นแม่ทัพผู้เชี่ยวชาญการศึกที่สามารถปรับกลยุทธ์ได้ในทุกรูปแบบการรบ เหมือนยอดยุทธ์ในมังกรหยก ที่ใช้ได้หลายวิชาให้เหมาะตามสถานการณ์

ขยายขอบเขตการลงทุนไปต่างประเทศได้ แต่อย่ายึดติดกับความสำเร็จเดิม ๆ เช่น เคยลงทุนกลุ่มอาหารแล้วได้กำไรดีในไทย ไม่ได้แปลว่าไปลงทุนกลุ่มอาหารในญี่ปุ่นแล้วจะสำเร็จเหมือนกัน อย่าด่วนสรุปว่า หุ้นในกลุ่มเดียวกันต้องมีลักษณะเหมือนกัน

🔺9. “รู้” เลือกผู้บริหาร
จะดูว่าใครเป็นสุดยอด CEO ให้ดูว่า
1) ทำได้แบบที่พูด: ตอนเค้าให้สัมภาษณ์ แล้วพูดถึงเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นยอดขายหรือกำไร แล้วเค้าทำได้แบบที่พูดมั้ย?
2) รู้ชัดรู้จริง: ไม่ได้รู้แค่เรื่องการลงทุนหรือรายได้ ถามไปถึงรายละเอียด เช่น เครื่องจักรที่ใช้ หรือประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
3) ประวัติและ life style

🔺10. “รู้” การใช้ “ปัญญา” ประกอบ “ศรัทธา”
การสร้าง “ปัญญา”
1) ควรหมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ทั้งของตัวธุรกิจและคู่แข่ง
2) มี critical thinking ต่อความเชื่อของเราตลอด
3) รับฟังความเห็นของคนอื่นบ้าง
4) update ข้อมูลเสมอ
5) ถ้าดูมาดีแล้ว ไม่ควรไปถามเซียนหรือเทพท่านใดว่าหุ้นตัวนี้ดีมั้ย เพราะท่านเทพเซียนอาจทำให้ไขว้เขว
6) รู้จักบริหารความเสี่ยง

🔺11. “รู้” จักยอมแพ้
เป็น VI ไม่ต้องชนะตลอด แพ้บ้าง แต่เราก็ได้เรียนรู้มากขึ้น ว่าแต่เราควร “เลือก” แพ้ ในเวลาไหนบ้าง?
ยอมแพ้ เมื่อเราไม่เข้าใจในสิ่งที่คนส่วนใหญ่เฮโลไปลงทุน
ยอมแพ้ ที่จะซื้อที่จุดต่ำสุด ขายที่จุดสูงสุด ก่อน peak 5-10% ปล่อยให้คนอื่นได้กำไรบ้าง
ยอมแพ้ ที่จะชนะทุกการย่อ
ยอมแพ้ เมื่อตลาดเริ่มไร้สาระ ยิ่งถูกอารมณ์ครอบงำ ยิ่งไปกันใหญ่
ยอมแพ้ เมื่อแพ้จริงๆ เมื่อบางสิ่ง บางอย่าง ไม่เป็นไป ตามที่เราคาด ตัดใจ เริ่มต้นใหม่

🔺12. “รู้” พัฒนาการ 4 ระยะของดักแด้ จนกลายเป็นผีเสื้อ
ตั้งหลัก – เริ่มจากการอดออมเพื่อนำเงินมาลงทุน แต่ยังไม่ค่อยมีความรู้
วัยเรียน – เริ่มหาความรู้ แต่ยังขาดประสบการณ์ เลยแพ้ชนะสลับกันไป
เติบโต – เริ่มมีความชำนาญ พอร์ตเริ่มโต
ทำประโยชน์ – ใช้ความมั่งคั่ง ทำประโยชน์ให้กับโลก

🔺13. “รู้” ว่าความสุขอยู่ที่ไหน
ควรเปลี่ยนทัศนคติว่าความมั่งคั่งเท่ากับความสุข ต้องมีใจรักในการเป็นนักลงทุน ลงทุนด้วยความรัก และเข้าใจองค์ประกอบของความสุข

🗝“กุญแจไปสู่ความสุขในการลงทุน” คือ “การปล่อยวาง” เพราะไม่ว่าจะทำข้อมูลหรือเตรียมตัวมาดีแค่ไหน บางทีตลาดก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด และเราไม่สามารถควบคุมได้

‘ความสุข’ แท้จริงแล้ว ไม่ได้อยู่ที่การบรรลุเป้าหมาย แต่อยู่ในทุกย่างก้าวที่เดินไปสู่เป้าหมายต่างหาก

😍สำหรับแอด หนังสือเล่มนี้ ทรงคุณค่ามาก และอยากขอขอบพระคุณอาจารย์ชาย 🙏🙏 ที่เขียนหนังสือจากประสบการณ์ กลั่นกรองเป็นแนวทางแห่งปัญญา สำหรับแอดที่ยังอยู่ในระยะตั้งหลัก และท่านผู้อ่านทุกๆ ท่านค่ะ

📣สำหรับใครที่อยากอ่านหนังสือแบบเต็มๆ เค้าก็มีให้พรีออเดอร์แบบรูปเล่มถึงวันที่ 15 มกราคมนะคะ รายละเอียดการของตามลิ้งค์ของสมาคมไทยวีไอโพสนี้ได้เลยค่า
https://www.facebook.com/groups/ThaiviOrg/posts/6223730607658745/


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก