บทสรุปจาก 10 ขั้นตอนสอนลูกสู่อิสรภาพทางการเงินแบบเบ็ดเสร็จ

สอนลูกให้รวย พ่อแม่ช่วยได้‼️

เชื่อแน่ว่าคงไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกรักของตนเองต้องเป็นทุกข์เรื่องเงิน ต้องใช้เวลาครึ่งชีวิตวิ่งหาเงินเพื่อจ่ายหนี้หรือจ่ายดอกเบี้ย

สุดสัปดาห์นี้ แอดมี tricks ดีๆ เป็นบทสรุปจากหนังสือของผู้เขียน OJ.Mahya ที่แนะนำกุญแจที่จะไขไปสู่ความสำเร็จด้านการเงินของลูก ให้ลูกรักของคุณพ่อคุณแม่รอดพ้นจากความจนตั้งแต่ยังไม่เกิดค่ะ

ผู้เขียนซึ่งเป็นคุณพ่อ (และมีคุณพ่อที่ไม่ได้ปลูกฝังเรื่องการเงินแก่ผู้เขียน) จึงได้ค้นหาว่าคนรวยเลี้ยงลูกอย่างไร และเด็กที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีวินัยทางการเงิน มีเงินล้านก่อนอายุ 30 เขาได้รับการเลี้ยงดูอย่างไร

บทสรุปกุญแจหรือแผนการสอนลูกสู่อิสรภาพทางการเงินที่ว่านี้มี 10 ข้อ

แผน 1: สร้างฐานข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้องให้กับลูกตั้งแต่เด็ก
เคยได้ยินคำว่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น หรือไม่? คุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างไร ลูกก็เป็นแบบนั้น สิ่งที่ลูกๆ เห็นวิธีแก้ปัญหาหนี้ของคุณพ่อคุณแม่คือ การยืมเงิน การกู้เงิน ลูกจะเก็บฐานข้อมูลเรื่องการจัดการเงินหรือวิธีการที่คุณพ่อคุณแม่ปฏิบัติเอาไว้ และเมื่อถึงเวลา เป็นไปได้ที่พฤติกรรมเหล่านี้จะถูกนำมาใช้โดยอัตโนมัติ!!!!

“ลูกๆ จะซึมซับพฤติกรรมจากคุณพ่อคุณแม่”

ดังนั้น ในฐานะคุณพ่อคุณแม่ ต้องสร้างฐานข้อมูลทางการเงินที่ดีให้กับลูกตั้งแต่เด็ก หรือเปลี่ยนฐานข้อมูลทางการเงินใหม่ด้วยการศึกษาวิธีการของคนที่ประสบความสำเร็จ หรือให้ความรู้ทางการเงินแก่ลูกๆ ของเรา เพราะฐานข้อมูลในวัยเด็กมีผลต่ออนาคตของลูกค่า

แผน 2: ปรับทัศนคติที่มีต่อความรวยให้เป็นบวก
เคยสังเกตไหมที่ คนที่มีปัญหาทางการเงินมัก
1. มองภาพคนรวยในแง่ลบ เป็นพวกเอาเปรียบบ้าง หน้าเลือด เก็บดอกแพง ขี้โกง เป็นพวกเส้นสาย แทนที่จะคิดว่า คนที่สร้างความร่ำรวยแบบคดโกงต่างหากที่ผิด ความร่ำรวยไม่ได้ผิด
2. เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญ ความสุขต่างหากคือสิ่งสำคัญ ความสุขซื้อด้วยเงินไม่ได้ แทนที่จะคิดว่า เงินมีส่วนสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน เงินสามารถพาเราไปหาความสุขได้

ทัศนคติเชิงลบนี้ผลักเงินให้หนีจากเรา ความรวยต้องเริ่มจากความคิดตัวเราว่า “เรารวยได้” และเงินจะดึงดูดเงินให้เข้ามาหาคนที่ปฏิบัติต่อเงินอย่างดี และเงินเปิดโอกาสให้เรา ดังนั้น เราต้องสอนลูกให้รู้ว่าความร่ำรวยเป็นเรื่องดี และช่วยเปิดโอกาสลูกไปสู่อิสระที่ลูกคิดฝันอยากเป็น ลูกสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ ไม่เป็นภาระใคร อ่อนเยาวส์ตลอดเวลา ฯลฯ

แผน 3: สอนลูกให้รู้จัก “วินัย”
คนที่ประสบความสำเร็จเริ่มต้นจากการมีวินัย และคนที่ร่ำรวยก็เริ่มต้นจากการมีวินัยในการเก็บออม วินัยในการใช้จ่าย และวินัยในการลงทุน การที่ลูกจะมีวินัยที่ดีต้องเริ่มจากการปลูกฝังที่ดี คงไม่มีคุณพ่อคุณแม่คนไหนอยากให้ใครมาว่าลูกของเราว่า “ทำไมพ่อแม่ไม่สั่งสอนให้ลูกรู้จักกาละเทศะ” และที่คุณพ่อคุณแม่จะปลูกฝังลูกได้ ก็ต้องเริ่มจากตัวเองด้วย ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างสองครอบครัวที่มีลูกสาววัยเท่ากัน

ครอบครัวแรกเลี้ยงลูกตามยถากรรม เรื่องวันัยถูกสอนเฉพาะที่โรงเรียนเท่านั้น และชีวิตนอกโรงเรียนปล่อยให้ลูกเพลิดเพลินกับจอ smart phone

ส่วนอีกครอบครัว วางแผนการเลี้ยงลูกตั้งแต่ก่อนจะมีลูก คุณพ่อคุณแม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองอันดับแรก เข้านอนพร้อมกัน ช่วยกันเก็บที่นอน ทานอาหารเป็นเวลา จนกลายเป็นนิสัยของคุณพ่อคุณแม่ เมื่อลูกๆโตมา ลูกๆก็ซึบซับพฤติกรรมเหล่านี้ไปโดยปริยายโดยที่คุณพ่อคุณแม่แทบจะไม่ต้องสอนลูก และเด็กไม่ได้รู้สึกว่าถูกบังคับให้ทำหรือเป็นการจำกัดอิสระของเด็ก

ตัวอย่างวินัยทางการเงินที่ผู้เขียนได้ปรับเปลี่ยน ทั้งเพื่อตัวเองและเพื่ออนาคตของลูก เช่น เก็บออมก่อนใช้ ไม่จ่ายออกไปก่อน เหลือใช้แล้วจึงเก็บ จัดลำดับความสำคัญของรายจ่าย เป็นต้น
ดังนั้น จงให้ความสำคัญเรื่องวินัยกับลูก ถ้าไม่ต้องการเห็นลูกมีปัญหาทางการเงิน

อ่านเพิ่มเติม: 6 แผนการสอนลูกให้มี “วินัย” ทางการเงิน
https://thaifinlit.com/post/3171/

แผน 4: สอนลูกให้รู้จัก “เหตุผล”
ปกติการตัดสินใจของคนเราจะมาจาก “อารมณ์” และ/หรือ “เหตุผล” การสอนลูกให้มีเหตุผลก็เหมือนการสร้างเกราะป้องกันให้กับลูก ยกตัวอย่าง เมื่อลูกอยากได้ของสิ่งใด ให้คุณพ่อคุณแม่ถามลูกว่าเพราะอะไรลูกถึงอยากได้ของสิ่งนั้น ถ้าได้มาแล้วลูกจะทำอย่างไรกับของสิ่งนั้น ของที่อยากได้ต่างจากของที่มีอยู่แล้วอย่างไร ถ้าลูกตอบไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนเหตุผลที่ต้องการกับลูกได้ และให้ลูกรู้ว่าทุกอย่างไม่ได้มาง่ายๆ เราไม่สามารถได้ทุกอย่าง และทุกอย่างที่ได้มาต้องใช้แรงและใช้เงิน

สอนลูกแบบไหนให้ลูกเป็นคนมีเหตุผล ผู้เขียนเชื่อว่า ต้องเริ่มจากคุณพ่อคุณแม่ก่อน

แอดเชื่อว่าก็ไม่ใช้เรื่องง่ายเลย คุณพ่อคุณแม่ต้องตัดสินใจว่าจะยอมเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้หรือไม่

1. อย่าละเลยระเบียบวินัย
2.อย่ายอมแพ้ให้กับเสียงกรีดร้อง
3.อย่ายอมแพ้ต่ออาการทุรนทุรายเอาแต่ใจ
4.สอนให้ลูกรู้จักรอ
5.ให้ลูกทำสิ่งจำเป็นที่ต้องทำให้เสร็จก่อน
6. ชมแต่พอดี
7.”อย่า” เท่าที่จำเป็น
8. ตั้งกฎของบ้าน ทุกคนต้องทำตาม

แผน 5: สอนลูกให้รู้จัก “การเก็บออม”

พื้นฐานที่สำคัญคือการสอนให้ลูกรู้จัก ”เงิน” ก่อน หากลูกอายุเพียงขวบแรก ก็สอนให้ลูกรู้จักเหรียญและธนบัตรแต่ละแบบ สอดแทรกให้กับลูกด้วยว่าเงินที่ลูกเห็นมาจากการทำงาน การใช้ความรู้ความสามารถของพ่อแม่ที่ดึงดูดเงินมา

หลังจากนั้นสอนลูกให้รู้จัก “การเก็บออม”

โดยคุณพ่อคุณแม่เริ่มจากตัวเองก่อน ทำให้ลูกเห็น ให้ลูกเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการทางการเงินของคุณพ่อคุณแม่ เช่น คุณพ่อคุณแม่แบ่งบัญชีตามวัตถุประสงค์การใช้เงิน เช่น

บัญชีรายรับ
บัญชีรายจ่าย
บัญชีเงินเก็บสะสมถาวร เก็บลืมไม่ต้องจำ
บัญชีเพื่อการลงทุน
บัญชีเพื่อสร้างฐานการเงินให้ลูก
บัญชีเพื่อการท่องเที่ยว
บัญชีใช้ฟุ่มเฟือย เป็นต้น

สำหรับบัญชีรายรับให้ตั้งค่าโอนเงินอัตโนมัติไว้ โดยโอนเงิน X% ของรายรับเข้าบัญชีเงินเก็บ โอนเงิน X% ของเงินที่เหลือเพื่อการลงทุน โอนเงิน X% เพื่อสร้างฐานการเงินให้ลูก แสดงให้ลูกเห็นว่าคุณพ่อคุณแม่มีการกระทำและเป้าหมายที่ชัดเจน

พอถึงคราวลูกๆ ก็ให้ลูกแบ่งประเภทบัญชีตามวัตถุประสงค์ ไม่ต้องมากและละเอียดเท่าของคุณพ่อคุณพ่อแม่ แต่ปรับให้เหมาะสม เช่น

บัญชีเพื่อการออม
บัญชีเพื่อการลงทุน
บัญชีเพื่อการศึกษา
บัญชีสำหรับซื้อของที่ต้องใช้เหตุผล บัญชีสำหรับซื้ออะไรก็ได้ตามใจ เป็นต้น

แต่ก่อนที่ลูกจะจัดสรรเงินได้ คุณพ่อคุณแม่ลองให้เงินลูกเป็นรายสัปดาห์ แล้วบอกว่าถ้าใช้เงินหมดก่อนจะไม่มีเงินไปเรียนนะ ลูกต้องรู้จักบริหารเงินให้พอในหนึ่งสัปดาห์ หากลูกอยากได้อะไร ลูกจะต้องเก็บเงินซื้อเอง

สอนให้ลูกรู้ว่า กว่าลูกจะเก็บเงินได้จนครบจำนวนราคาของที่อยากได้ ลูกต้องอดทนแค่ไหน

หากลูกนำเงินไปฝากได้ดอกเบี้ย ลูกจะมีเงินเพิ่มเท่าไหร่ การจ่ายเงินก้อนนี้คุ้มค่ากับของที่ลูกอยากได้หรือไม่ อะไรคือข้อดีข้อเสียของการซื้อของชิ้นนี้

อะไรควรซื้อ อะไรไม่ควรซื้อ

เราจำเป็นต้องซื้อของถูกเสมอไปแต่ไม่จำเป็นหรือไม่ หรือซื้อของแพงแต่จำเป็นมากกว่า

คุณพ่อคุณแม่สอนลูกให้รู้ว่า คุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถอยู่กับลูกได้ตลอดไป ดังนั้นจะหวังพึ่งพิงพ่อแม่ไม่ได้

แอดเชื่อว่าการสอนลูกให้รู้จักเก็บออมจะเป็นรากฐานและอาวุธสำคัญให้ลูกไม่มีปัญหาทางการเงินเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แน่นอนค่า

แผน 6: สอนลูกให้ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายตั้งแต่เล็ก

ประโยชน์ของการบันทึกรายรับ-รายจ่าย หรือการทำบัญชี คือ เป็นเครื่องมือชั้นยอดในการช่วยจัดการเรื่องเงินๆทองๆได้อย่างจริงจัง เป็นแหล่งข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่าย เป็นกระจกส่องให้เห็นจุดอ่อนทางการเงิน รู้ที่มาที่ไปของเงิน และเป็นเครื่องมือช่วยกำหนดเป้าหมายทางการเงินและวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยสร้างวินัยทางการเงิน

บัญชีรายรับรายจ่ายเปรียบเสมือนแผนที่นำไปสู่เป้าหมายทางการเงิน ปัญหาของคนที่มีหนี้สิน ไม่ใช่เพราะเพียงแค่ไม่มีศักยภาพในการหาเงิน แต่เพราะไม่รู้วิธีจัดการกับเงินที่หามาได้

คุณพ่อคุณแม่อย่าเพียงแต่พร่ำบ่นให้ลูกเข้าใจว่าตนเหนื่อยเพียงใดยากลำบากแค่ไหนกว่าจะหาเงินมาได้ หรือดุด่าลูกเรื่องการใช้เงินสิ้นเปลือง เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ยังเป็นการบั่นทอนความสัมพันธ์ภายในครอบครัว แต่ให้คุณพ่อคุณแม่สอนการจัดการและการวางแผนทางการเงินให้กับลูก ติดอาวุธและเครื่องมือชั้นยอดเช่นการทำบัญชีรายรับรายจ่ายนี้ให้กับลูกของคุณแทน! คุณพ่อคุณแม่อธิบายถึงความสำคัญของการทำบัญชี ในขณะเดียวกันก็ให้ลูกมีส่วนร่วมในการทำบัญชี เช่น ให้ลูกช่วยหยิบสมุดบัญชีมาให้ ให้ช่วยเก็บสมุดบัญชีให้เข้าที่ ให้ลูกช่วยอ่านรายการบัญชีต่างๆ ที่บันทึก ให้ลูกช่วยเขียนค่าใช้จ่ายลงสมุดบัญชี ค่อยๆปลูกฝังให้ลูกซึมซับเรื่องดังกล่าวไปทีละนิดและสม่ำเสมอค่า

อ่านเพิ่มเติม: คุณพ่อคุณแม่ที่ลูกเริ่มโต แต่ไม่ได้ปลูกฝังนิสัยการทำบัญชีให้ลูกมาก่อน ควรสอนลูกอย่างไร?
https://thaifinlit.com/post/3168/

แผน 7: สอนลูกเพิ่มมูลค่าให้เงินออม

การออมเป็นเรื่องที่ดี แต่อีกหนึ่งปัญหาของการออมเงินคือ ค่าเงินลดลงจากภาวะเงินเฟ้อ แม้เราจะบริหารรายจ่ายได้ดีเพียงใด ภาวะเงินเฟ้อก็มีแนวโน้มปรับขึ้นทุกปี นำไปสู่ปัญหาเงินไม่พอใช้ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากก็มีแนวโน้มต่ำลง ดังนั้น เราต้องมองหาช่องทางการเพิ่มเงินให้กับตัวเอง บางคนยอมทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่จริงๆแล้ว เราสามารถให้เงินทำงาน หรือมี Passive Income ได้จากการลงทุน!

อีกหนึ่งตัวอย่างการสอนลูกของ คุณวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการบริหาร บลจ.บัวหลวง
คุณแม่ตัวอย่างที่ปลูกฝังเรื่องการเงินให้กับลูกตั้งแต่ยังเด็ก เคล็ดลับของคุณวรวรรณคือ สอนให้ลูกรู้จักคุณค่าของเงินและวิธีใช้เงินตั้งแต่อายุ 4 ขวบ เพราะว่าเด็กเรียนรู้ได้ง่ายและเร็ว สอนให้ลูกหยอดกระปุกด้วยตนเอง สอนให้ลูกทำบัญชีทุกวัน เมื่อครบ 1 ปี ให้ลูกเปิดกระปุกเพื่อเทียบกับยอดบัญชีที่ลูกจดไว้ และคุณวรวรรณสมทบเงินให้ลูกอีกเท่าตัวเพื่อเป็นกำลังใจให้ลูก เมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น ก็ให้ลูกรู้จักการให้เงินทำงานผ่านกองทุนรวม ให้ลูกลงทุนในกองทุนหุ้นแทนตราสารหนี้ เพราะลูกอายุยังน้อย ยังรับความเสี่ยงได้สูง หากผิดพลาดก็ยังมีเวลาแก้ไข และให้ลูกตั้งเป้าหมายการเก็บเงินไว้เพื่อการศึกษาในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรี แสดงให้ลูกเห็นการเพิ่มค่าของเงินเพื่อสร้างแรงจูงใจ การให้ลูกเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย โอกาสเสี่ยงก็จะลดลง 

แผน 8: สอนลูกให้เป็นเถ้าแก่ 

เคยไหมที่ผู้ใหญ่มักจะสอนว่าให้เด็กเรียนเก่งๆ จะได้มีงานทำดีๆ และมีเงินเดือนสูงๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีแต่บางครั้ง มันอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป เพราะเงินเดือนอาจไม่ได้สูงอย่างที่ผู้ใหญ่คิด

ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ สิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์ คือการสอนให้เด็กสั่งสมประสบการณ์เพื่อเป็นเถ้าแก่แทนการเป็นลูกจ้างกินเงินเดือน ยุคนี้ถือเป็นยุคแห่งโอกาส เด็กสามารถแสดงศักยภาพอย่างเปิดเผยและเสรีได้

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถบ่มเพาะให้กับลูกมีหัวคิดเป็นเถ้าแก่ เช่น ชวนลูกเล่นเกมเศรษฐี เกมนอกจากจะทำให้ลูกสนุก ยังให้ลูกได้เรียนรู้การวางแผนการลงทุนและการเอาชนะคู่แข่งทางธุรกิจ 

คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถเป็นแรงผลักดันในสิ่งที่เด็กสนใจ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการทำสิ่งต่างๆ อาจหาต้นแบบหรือบุคคลที่เป็นไอดอลที่ประสบความสำเร็จมาเป็นแรงจูงใจ เช่น มีคุณอาที่ทำธุรกิจขายของออนไลน์ประสบความสำเร็จ ลูกเกิดแรงบันดาลใจอยากทำบ้าง ก็ให้ลูกไปเรียนรู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จเหมือนคุณอา ในขณะเดียวกันสอดแทรกการปลูกฝังให้ลูกรู้สึกภูมิใจในการประกอบอาชีพสุจริตตั้งแต่ยังเด็ก ไม่เกี่ยงการทำงาน เปิดกว้างให้กับลูก 

คุณพ่อคุณแม่สามารถเล่าเรื่องตำนานเถ้าแก่น้อยที่กลายเป็นมหาเศรษฐี ให้ลูกซึมซับความสำเร็จของบุคคลเหล่านั้น

ปลูกฝังและบ่มเพาะลูกให้เป็นเถ้าแก่ตั้งแต่เนิ่นๆ การเป็นเถ้าแก่แม้จะมีโอกาสเจออุปสรรคมากกว่าเป็นลูกจ้าง แต่ปลายทางความสำเร็จ เถ้าแก่คือนายจ้างของลูกจ้าง ในฐานะคุณพ่อคุณแม่ อยากเลือกเส้นทางไหนให้กับลูกๆของคุณ

แผน 9: สอนลูกให้รู้จักแบ่งปัน

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม คงไม่มีคุณพ่อคุณแม่คนไหนอยากเห็นลูกตัวเองเป็นคนใจแคบหรือเห็นแก่ตัว การสอนลูกให้มีนิสัยแบ่งปันสามารถนำพาไปสู่ความสำเร็จได้ เพราะคนเราไม่สามารถอยู่บนโลกได้โดยลำพัง การมีคนรอบข้างคอยสนับสนุนจึงเป็นของขวัญอันล้ำค่า

หากสังเกตเด็กอนุบาล มักจะไม่แบ่งของเล่นให้กับเด็กคนอื่น เพราะกลัวว่าไม่ได้กลับคืน คุณพ่อคุณแม่ต้องอธิบายให้ลูกรู้จักการแบ่งปัน มิเช่นนั้นนิสัยขี้เหนียวหรืองกจะติดตัวเด็ก และไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย พอถึงคราวตนเองเดือดร้อนจะไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

คุณพ่อคุณแม่สามารถอธิบายแยกแยะความแตกต่างระหว่างคำว่า “ขี้เหนียว/งก” กับ “ประหยัด”
“ขี้เหนียว/งก” คือ การกระทำของเราซึ่งส่งผลกระทบต่อคนอื่น เช่น ปิดไฟตอนตนเองไม่ใช้ โดยไม่คำนึงถึงผู้อื่นว่ายังใช้ไฟอยู่ ไม่เคยให้เพื่อนยืมของเล็กๆ น้อยๆ เช่น ดินสอ ยางลบ ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้ใช้ เป็นต้น พฤติกรรมขี้เหนียว/งบ ยังสามารถเป็นสาเหตุให้ลูกซื้อแต่ของถูกโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์คุณภาพและความเหมาะสม  

ส่วน “ประหยัด” คือ การกระทำกับตนเองโดยไม่ส่งผลต่อผู้อื่น เช่น ปิดไฟตอนไม่ใช้เพื่อเป็นการประหยัดไฟ รู้จักเลือกซื้อสิ่งของที่จำเป็น คุ้มค่าและเหมาะสมกับราคา เป็นต้น

คุณพ่อคุณแม่เริ่มสอนลูกให้รู้จักการแบ่งปันจะของที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือก่อนจะดีที่สุดเพราะไม่ได้รู้สึกว่าต้องฝืนใจมากนักและให้คำชมแก่ลูกตามสมควรเพื่อให้ลูกรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง ให้ลูกทำแล้วลูกเกิดความรู้สึกที่ดีที่ได้ทำและสนุกกับการทำ

อย่างไรก็ดี การที่ลูกรู้จักให้และแบ่งปันไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยในชีวิต แต่การแบ่งปันต้องมีความพอดี โดยไม่ทำตัวเองให้ลำบาก การแบ่งปันไม่ได้หมายถึงการให้ในสิ่งที่ทุกคนอยากได้ ลูกมีสิทธิ์ไม่ให้ได้ หากกรณีของนั้นเป็นของพิเศษมากจริงๆ หรือลูกไม่ให้เพราะเจอเพื่อนที่นิสัยไม่รักษาของ แบ่งของเล่นให้แล้วทิ้งๆขว้างๆ หรือทำพัง แนะนำให้ลูกคุยกับเพื่อน บอกเหตุผลที่ลูกไม่แบ่งของเล่นให้ หากลูกเจอคนเห็นแก่ตัว คิดแต่จะได้ฝ่ายเดียว ไม่แบ่งปันเรากลับอยู่ประจำ ลูกก็มีสิทธิ์เลือกที่จะไม่เล่นกับเพื่อนคนนั้นได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถตอกย้ำลูกถึงข้อเสียของการเป็นคนเห็นแก่ตัวในที่สุด ไม่มีใครอยากคบในกรณีนี้ได้

แผน 10: อย่าลืมแผนการแรกและสร้างฐานข้อมูลทางการเงินไว้ให้ลูก 

แผนนี้ถือเป็นหัวใจของแผนการทั้งหมดที่คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องทำ เพราะจะส่งผลต่ออนาคตของลูกโดยตรง นั่นคือการเริ่มจากคุณพ่อคุณแม่ ตราบใดที่คุณพ่อคุณแม่ยังไม่สามารถเอาชนะปัญหาทางการเงินติดลบได้ ก็จะมีผลต่ออนาคตของลูก คุณพ่อคุณแม่ต้องจัดการปัญหาต้นตอทางการเงินของคุณพ่อคุณแม่ให้สำเร็จเสียก่อน อยากได้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไป ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเดิมที่ทำจนเคยชิน กุญแจสำคัญคือการตั้งเป้าหมายที่มีพลังมากพอให้เราไม่ลดละความพยายาม อะไรคือเหตุผลที่เราเลือกจะทำมัน หากเป้าหมายของคุณพ่อคุณแม่คืออนาคตของลูก นั่นถือเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่รักลูกอย่างแท้จริง

ผู้เขียนในฐานะคุณพ่อได้เล่าการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง สัมผัสได้ว่าผู้เขียนมีแรงผลักดันอย่างแรงกล้า ตั้งเป้าเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและนิสัยของตนเอง เริ่มทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายประจำวัน จดทุกรายการที่จ่ายออกไป ก่อนเข้าห้างต้องมีรายการซื้อสินค้าเตรียมไว้ล่วงหน้า เก็บก่อนจ่าย ลงทุนสม่ำเสมอทุกเดือนสร้างรายได้เพิ่มเติมไม่เพียงแค่รอจากเงินเดือน ใช้เงินจากบัญชีเพื่อการลงทุนสร้างผลตอบแทนให้มากกว่ารายรับต่อเดือน หาช่องทางสร้างรายได้เพิ่มเติม ซื้อประกันชีวิตเพราะหากเกิดดวงไม่ดี อย่างน้อยครอบครัวก็จะมีเงินก้อนให้ได้ใช้ เลิกนิสัย “เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน และเดี๋ยวก่อน” จัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน จดบันทึกด้วยความซื่อสัตย์เพราะวิธีนี้ทำให้ผู้เขียนเห็นการสูญเสียเวลาที่ไม่ควรเสียไป ออกกำลังกายทุกวัน กินอาหารที่มีประโยชน์ ตรวจสุขภาพประจำปี ไม่ใช้ชีวิตแบบปล่อยตามยถากรรม สุดท้ายผู้เขียนย้ำว่า “เรียนรู้มากแค่ไหน แตกฉานอย่างไร ก็ไร้ค่า ถ้าไม่ลงมือทำ” และ “ถ้าลูกคือสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตคุณอย่างแท้จริงคุณจะรู้เองว่าควรทำอะไรกับตัวเองบ้างเพื่อครอบครัว”

ขอบคุณผู้เขียนคุณ OJ.Mahya ที่ได้แบ่งปันเรื่องราวดีๆ ที่ได้เรียนรู้มาจากบุคคลต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จและแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ มาให้นะคะ


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก