บทสรุปจาก 7 Strategies for Wealth & Happiness

วันนี้มีหนังสือน่าสนใจหนึ่งเล่มที่เพื่อนแอดได้แจกจ่ายมาให้และอยากนำมาแบ่งปันค่ะ เพราะเพื่อนแอดจะลาจากทางโลกไปบวชชี สุดยอดจริงๆ (ขอสาธุ อนุโมทนาบุญไปด้วยค่า) ก่อนจะนอกเรื่องไปกว่านี้ หนังสือที่ว่านี้ชื่อ 7 Strategies For Wealth and Happiness ของผู้เขียน Jim Rohn ผู้ซึ่งอาจเป็นนักสร้างแรงบัลดาลใจของใครหลายๆคน 

Jim Rohn เค้าเล่าว่าเมื่อก่อนเค้าเลือกทางเดินผิด ด่วนตัดสินใจลาออกจากการเรียนในมหาวิทยาลัยหลังเรียนไปได้เพียงหนึ่งปี เพราะเค้าเชื่อว่ายังไงก็ยังหางานได้ เค้าไม่ได้มีปัญหาในการหางาน แต่มันทำให้เค้าเห็นความแตกต่างระหว่าง Making a living VS Making a life 

ความรับผิดชอบของเค้าก็ยิ่งเพิ่มในช่วงสร้างครอบครัว รายจ่ายก็เพิ่มขึ้น เค้าค้นพบว่าการทำงานอย่างหนักไม่สามารถ cover ค่าใช้จ่ายได้ เค้าทำอะไรผิดไปหรือเปล่า? แม้กระทั่งเงิน 10 เหรียญที่หายไป ทำให้เค้าหงุดหงิดได้นานถึง 2 อาทิตย์!  

เค้าตัดสินใจไปงานสัมมนาและพบกับ mentor ชื่อ Earl Shoaff หลังจากนั้น ชีวิตของเค้าก็เปลี่ยนไป!!

ผู้เขียนบอกว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เค้าได้รับไม่ใช่งานหรือโอกาสในการเติบโตเป็นถึงระดับ executive
แต่คือการดำรงชีวิตให้ประสบความสำเร็จทั้ง happy และ wealthy

ผู้เขียนย้ำว่า เราไม่จำเป็นต้องเชื่อหลักการของเค้าทั้งหมด ให้เลือกใช้เฉพาะที่ apply กับตัวเองและ make sense เหมือนเราไป shopping เลือกซื้อของ และให้เราเป็นนักเรียน ไม่ใช่ผู้ตาม (followers)

ที่นี้ มาสู่คำถามว่า happy กับ wealth ในนิยามของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน สำหรับหนังสือเล่มนี้ ได้กำหนดนิยามคำสำคัญ 5 คำ ไว้เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน
1. Fundamentals คือ สิ่งที่ต้องมีขั้นพื้นฐานในการทำสิ่งต่างๆ เช่น การปลูกต้นไม้ ต้องมีดิน เมล็ด น้ำ แสงแดด ปุ๋ย และความเอาใจใส่ ทุกสิ่งสำคัญหมด เพราะเมื่อรวมกันแล้วก็จะทำให้การปลูกต้นไม้ประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญคือเราต้อง stick to the fundamentals หรือทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

“Success is no more than the natural consequence of consistently applying the fundamentals of success to life”

2. Wealth คือ การมี financial freedom ไม่ใช่  wealth of love, wealth of friendship หรือแม้แต่การเป็น millionaire

3. Happiness คือ การเป็นอิสระจากความกังวล ความไม่นับถือตัวเอง ความเกลียดชัง ความโลภ และอคติต่างๆ และการมีทักษะในการยอมรับความผิดหวัง สามารถควบคุมสถานการณ์และอารมณ์ได้

4. Discipline คือ ความพยายามที่จะยืดหยัดต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ เป็นดั่งว่าวที่ต้องต้านลม

“Failure is rarely the result of some isolated event.  Rather, it is a consequence of a long list of accumulated little failures which happen as a result of too little discipline”

5. Success คือ การทำให้ชีวิตของคุณเป็นไปในแบบที่คุณต้องการ

เรามาดูกันว่า 7 strategies ที่ว่านี้มีอะไรบ้าง

Strategy 1: Unleash the power of goals

คนเราต้องมีความฝัน สร้างชีวืตในแบบที่ตัวเองอยากเป็น ไม่ใช่เพื่อเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น

“You can face the future with anticipation or you can face it with apprehension”

คนเราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และมีเหตุผลเพียงพอที่จะทำตามเป้าหมาย เพราะเหตุผลจะทำให้คุณเริ่มต้นลงมือทำ

แต่อะไรหละ ที่จะกระตุ้น เราให้ทำได้? การยอมรับ? รางวัล? ครอบครัว? การมีประโยชน์ต่อส่วนรวม? ความโกรธ? ความอยากเอาชนะ?

แล้วสิ่งกระตุ้นของคุณหละ คืออะไร?

เรามาดูกันว่า เราจะมีวิธีการตั้งเป้าหมายและรับรู้สิ่งกระตุ้นของเราได้อย่างไร อ่านรายละเอียดได้จากบทความนี้เลยค่า
https://thaifinlit.com/post/3119/

สำหรับเทคนิคการตั้งเป้าหมายเพิ่มเติมที่คุณ Jim Rohn ได้แนะนำ คือ

▫️ ทำ short-term goal ที่สร้างความมั่นใจให้กับคุณไปสู่ long-term goal เพราะจะทำให้คุณมีแรงบัลดาลใจทำต่อ

▫️ พาตัวเองไปอยู่กับคนที่พูดจริง ทำจริง และมีความคาดหวังสูงๆ เพื่อสร้างความกดดันให้คุณบ้าง

▫️ การไม่มีเป้า คุณก็จะไม่มีวันยิงโดน และเกมส์ของคุณก็จะไม่มีวันสนุก

▫️ ตั้งเป้าหมายให้จูงใจ โดยตั้งเป้าให้คุณอยากทำมันเพียงพอ ให้คุณรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ทำมัน และเพียงพอที่ให้คุณอยากทำมันต่อไปได้เรื่อยๆ แต่ก็ไม่ไกลเกินไปจนคุณรู้สึกท้อแท้ อย่าลืมว่าการตั้งเป้าหมายไม่ใช่แค่เพื่อทำสำเร็จ แต่คือเพื่อทำให้คุณอยากทำมันแบบไม่หยุด

▫️ ถามคำถามให้ specific และชาญฉลาด เชื่อมั่นและมีความตื่นตัวแบบเด็กๆ ที่กลางคืนไม่อยากเข้านอน แต่ตอนเช้าอยากลุกมาทำสิ่งต่างๆ และถามคำถามร้อยแปด

▫️ Don’t spend minor time on major things โดยรู้ว่าอะไรสำคัญ ลงทุนกับเวลาอย่างระมัดระวังเพื่อ maximum results and values

▫️ จดจ่อทีละอย่าง

▫️ It’s okay to fail some goal เพราะนั่นคือโลกแห่งความจริง ดังนั้น ตั้งเป้าหมายไว้หลายๆ อัน

Strategy 2: Seek Knowledge

การมีชีวิตที่ดีต้องมีความรู้ โดยต้องรู้ว่าต้องรู้อะไร และจะหาความรู้เหล่านั้นอย่างไร ถ้าอยากมีความสุข ก็ต้องเรียนรู้เรื่องความสุข ถ้าอยากมีเงิน ก็ต้องเรียนรู้เรื่องการหาเงิน เพราะไม่มีใครรู้โดยบังเอิญ แต่รู้เพราะเรียนรู้ เหมือนการหา ถ้าไม่หา ก็ไม่มีวันเจอ

Jim Rohn แนะนำว่า

หมั่นจดบันทึกเรื่องราว capture moment ต่างๆ อาจทำเป็น journey ของตัวเองที่จดถึงคุณค่าการใช้ชีวิตของคุณ หรือจดไปเดียใหม่ที่เพิ่งคิดออกกันลืม ไม่แน่ว่าคุณอาจจะได้ไอเดียในเรื่องต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย

ทำ Personal Reflection อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปวันๆ แต่คุณได้อะไรในแต่ละวัน วันนี้คุณไปที่ไหนมา วันนี้คุณทำอะไรมา วันนี้คุณพูดอะไรออกไป สิ่งใดควรทำต่อ สิ่งใดไม่ควรทำต่อ หรือแม้กระทัั่งทำ reflection รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี

เรียนรู้ Failures พอๆ กับ success เพราะวิธีการเรียนรู้ว่าเราทำถูกหรือไม่นั้น เราต้องได้ลองทำผิดมาก่อน กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความผิดพลาด

เรียนรู้จากผู้อื่น เรียนรู้ตัวอย่างจากคนที่ประสบความสำเร็จ และเรียนรู้คำเตือนต่างๆจากคนนที่ทำผิดพลาด

You are what you read ใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาทีต่อวันในการอ่าน ฝึกการฟัง และสังเกตคนอื่นๆ

สร้าง Education fund ของตัวเอง โดยการกันเงินส่วนหนึ่งของคุณไว้สำหรับการเรียนรู้

Strategy 3: Learn how to change

“To have more than you’ve got, become more than you are.

ผู้เขียน Jim Rohn อธิบายว่าทำไมใน 1 ชั่วโมง บางคนทำงานได้รายได้มากกว่าอีกหนึ่งคน นั่นเพราะคนแรกให้ value ที่มากกว่าหรือมี productivity ที่มากกว่า หากเราอยากได้มากกว่าสิ่งที่เรามีอยู่ เราก็ต้องทำมากกว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่ ทำตัวให้เป็นคนเหนือค่าเฉลี่ย หรือ above-average person

สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตัวเอง คือ

1. การผิดวันประกันพรุ่ง (Procrastination) ซึ่งดูเหมือนไม่ได้เกิดอะไรขึเน ถ้าเราจะเลื่อนมันออกไป แต่มันสะสมและเป็นอันตรายได้

2. การโทษผู้อื่นแทนการโทษตัวเอง (Blame) คนส่วนใหญ่มักเริ่มมองจากด้านนอกก่อนด้านในตัวเอง เช่น การซื้อของไม่ได้ ไม่ใช่เพราะราคาแพง แต่เพราะคุณไม่มีเงินพอซื่อต่างหาก ให้เริ่มมองจากตัวเองก่อน

3. ข้อแก้ตัว (Excuses)

มนุษย์ทุกคนสามารถทำสิ่งที่น่าเหลือเชื่อได้ ลองท้าทายกับ mindset ตัวเองและรู้สึกถึงความกระตือรือร้นจริงๆ ลองนึกภาพตามว่าทำไมคุณแม่ถึงมีพลังยกรถหนักเป็นตันเพื่อช่วยชีวิตลูกได้ ทำไมผู้ชายที่อยู่ในสถานกักกันถึงสามารถอดทนกับความหิวโหยและความยากลำบากได้เพื่อนรอวันได้เจอครอบครัวเค้าอีกครั้ง ทำไมผู้อพยพไปประเทศอื่นๆ ถึงยอมทำงานที่คนท้องถิ่นไม่อยากทำจนสร้างเนื้อสร้างตัวได้เทียบเท่ากับคนท้องถิ่น

สุดท้ายคือการเริ่มเปลี่ยนจาก “ตัวเอง” ทั้งในแง่

จิตวิญญาณ (Spiritually) เช่น ความเชื่อและความศรัทธาของคุณ

ร่างกาย (Physically) เช่น การแต่งตัวที่ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง การออกกำลังกาย

จิตใจ (Mentally) เช่น การยอมรับว่าเราต้องพัฒนาตัวเองและปรับตัวอยู่ตลอดเวลา

โดยเริ่มจากการสร้างวินัยเล็กๆ ทำได้ง่าย เพื่อสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ถัดไป ถ้าไม่เริ่มทำสิ่งเล็กๆ ก็จะไม่เกิดสิ่งใหญ่ๆ และใช้แรงจูงใจเป็นตัวขับเคลื่อน

Strategy 4: Control your finances

เราจะมีอิสระภาพทางการเงินได้อย่างไร?

Jim Rohn แนะนำว่าอิสระภาพทางการเงินไม่ได้ขึ้นกับจำนวนเงิน แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณทำอะไรจากสิ่งที่คุณมีอยู่ได้ต่างหาก

ลองสังเกตว่า คุณทำอะไรกับรายได้ปัจจุบันของคุณ…
คุณใช้มันอย่างชาญฉลาดหรือไม่?
คุณใช้จ่ายมากกว่ารายได้หรือไม่?
คุณสามารถเริ่มต้นได้จากการวางแผน อย่าคิดว่าคุณต้องมีเงินมากก่อน คุณถึงจะมีแผนการเงินที่ดี แต่ให้คิดในทางกลับกันว่า คุณต้องมีแผนการเงินที่ดีก่อน แล้วคุณถึงจะมีเงินมากขึ้นตามมาต่างหาก

การมีอิสระภาพทางการเงินไม่ได้เกี่ยวกับจำนวนเงินที่จะได้ แต่เกี่ยวกับการวางแผนทางการเงินที่ดี การมีอิสระภาพทางการเงินไม่ได้เกี่ยวกับว่าคุณจัดสรรเงินเท่าไหร่ แต่คุณจดสรรเงินอย่างไร

การมีอิสระภาพทางการเงินเริ่มต้นจาก

1. หัดเป็นผู้เสียภาษีที่มีความสุข (happy taxpayer)

คงเป็นเรื่องแปลก หากต้องพูดถึงเรื่องภาษีก่อน แทนที่จะพูดถึงเรื่องการสร้างรายได้ เหตุผลเพราะทุกคนต้องจ่ายภาษี แม้ยังไม่มีรายได้ ตอนใช้จ่ายก็ยังมีภาษี หรือเรียกกันว่า VAT เป็นสิ่งที่สังเกตได้ง่ายๆ ใกล้ตัว และอธิบายให้ลูกๆ ได้ง่าย

ยกตัวอย่าง เช่น ลูกๆ อาจจะถามว่าทำไมตนเองต้องจ่ายเงินมากขึ้นจากราคาสินค้าจริง สำหรับร้านค้าก็อาจจะบอกว่าเราเแค่เก็บไว้ชั่วคราวและส่งให้เจ้าหน้าที่รัฐต่อ ลูกๆ อาจจะะสงสัยต่อว่า แล้วเงินส่วนนี้ใครได้ไปและมันจะเอาไปใช้สำหรับอะไร ลูกๆ ควรได้เรียนรู้ว่า เมื่อคนมาอยู่ร่วมกันเป็นสังคม สังคมจะอยู่ร่วมกันได้ดีก็เพราะทุกคนร่วมมือกัน งานบางอย่างเป็นของส่วนรวม เราไม่สามารถทำได้คนเดียว ยกตัวอย่างเช่น การสร้างถนน  ดังนั้น เราจึงมีรัฐบาล ซึ่งเป็นตัวแทนของพวกเราในการทำสิ่งที่พวกเราทำเองไม่ได้ เราก็นำเงินก้อนนี้จ่ายให้กับรัฐบาลไปใช้กับสิ่งส่วนรวม

นอกจาก VAT แล้ว ยังมีภาษีบุคคลธรรมดาอีก เราต้องกลายเป็น happy taxpayer โดยการ

1. ไม่เสียเวลาไปบ่นกับมาตรการภาษี เรามีหน้าที่จ่ายก็จ่าย

2. อย่าจ่ายมากกว่าที่ควรจ่าย ใช้สิทธิ์ทั้งหมดที่มีในการลดหย่อนภาษี

3. คิดว่าการจ่ายภาษีคือการจ่ายเพื่อส่วนรวม และยินดีกับการจ่ายที่มูลค่ายุติธรรม

หลังจากจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมแล้ว

2. จัดสรรเงินโดยใช้กฏ 70/30

คุณใช้เงินสำหรับสิ่งจำเป็นต่างๆ 70% ของเงินที่หักภาษีแล้ว ส่วนอีก 30% แบ่งดังนี้

🔸 10% แรกให้การกุศล (charity): เรื่องการให้เป็นเรื่องที่ควรสอนตั้งแต่เด็กๆ  และเวลาที่ดีที่สุด Jom Rohn แนะนำว่าเป็นช่วงที่ลูกๆได้รับเงินครั้งแรก คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกๆไปดูสถานที่ที่คนยากไร้อยู่จริงๆ พาให้ลูกๆได้ไปเห็นกับตาเพื่อที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องความเมตตากรุณา (compassion) ซึ่งเมื่อลูกเข้าใจ concept นี้ ลูกจะไม่รู้สึกหงุดหงิดหากเงิน 100 บาทจะหายไป

🔸 10% ที่สองให้ลงทุน (Capital Investment) ในที่นี้ไม่ใช่แค่เฉพาะการลงทุนในหุ้นหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินเท่านั้น แต่รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ สินค้าหรือความรู้ต่างๆที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเอง ใครจะรู้ว่างานอดิเรกที่รักอาจทำเงินได้เช่นกัน

วิธีปรับความคิดอีกหนึ่งวิธีคือ คุณทำงานหาเงินเพื่อไปสู่ความมั่งคั่ง ไม่ได้ทำงานหาเงินแค่เพียงไปจ่ายบิล

🔸 10% สุดท้ายให้เก็บออม (Savings) การเก็บออมจะมอบความอบอุ่นหัวใจและเตรียมคุณให้พร้อมกับสิ่งไม่คาดคิดหรืออุปสรรคต่างๆ ในชีวิต

ลองนึกภาพคนสองคนที่ได้เงินเดือนเท่ากัน คนนึงมีแนวทางว่าใช้เงินก่อนเก็บ อีกคนมีแนวทางว่าเก็บเงินก่อนใช้

การเก็บออม แม้เป็นสิ่งที่เห็นผลชัดได้ช้า แต่ถ้าหากมองเป็นระยะเวลา 5 ปี คุณจะเห็นความแตกต่างของผลลัพธ์อย่างชัดเจน

ลองคิดภาพจากนิทานเรื่องมดกับตั๊กแตนดูสิ ความพากเพียรของมด ทำให้มดไม่ตกที่นั่งลำบากเหมือนตั๊กแตน 

คนจนกับคนรวยก็คล้ายกัน ข้อแตกต่างไม่ได้อยู่ที่หาเงินได้จำนวนเท่าไหร่ แต่ใช้เงินอย่างไรมากกว่า

คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถสอดแทรกหลักการดังกล่าวไปในบทสนทนากับลูกๆ ได้ ติดตามอ่านตัวอย่างได้จากลิ้งค์ด้านล่างนี้ค่า https://thaifinlit.com/post/3115/

3. ทบทวนว่าตัวเองอยากเป็นคนแก่แบบไหนในอนาคต (Mid-course correction)

ลองทบทวนและตั้งคำถามกับตัวเองว่าอยากกลายเป็นผู้สูงอายุแบบไหน แบบที่ทำงานหนักมาตลอดแต่สุดท้ายยังต้องร้องขอความช่วยเหลือในบั้นปลายชีวิต หรือแบบที่ยังเป็นผู้สูงวัยที่มีความมั่งคั่งและมีความสุข สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้

4. ลงมือทำงบการเงิน (Financial statement)

ขอแค่ลงมือจด ลงมือทำงบการเงินของตัวเอง โดยยังไม่ต้องสนใจว่างบการเงินต้องมีตัวเลขที่ดูดี สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ขอแต่ลงมือทำ เพราะงบการเงินจะทำให้คุณรู้สถานะการเงินของตัวเอง คุณจะไม่สงสัยหรือพูดว่า เงินของคุณมันหายไปไหน คุณจะรู้ว่าเกมส์วางแผนการเงินของคุณไปถึงไหนแล้ว

อย่างไรก็ดี คุณสามารถเลือกลงทุนมากกว่าหรือน้อยกว่า 10% ในแต่ละหมวดขึ้นอยู่กับแผนการเงินของคุณค่า ไม่ได้มีแบบฉบับที่ตายตัว ขอแค่คุณลงมือทำและมีความสุขไปด้วยก็พอค่า

Strategy 5: Master time

เวลาเป็นสิ่งมีค่า และเหมือนเป็นส่วนประกอบสำคัญของทุกสิ่ง และทำให้ทุกสิ่งเป็นไปได้

ลองนึกภาพทุกครั้งที่เราได้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เราทุกคนได้ของขวัญเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เป็นของขวัญอันล้ำค่า ทุกคนได้รับเท่าๆกัน ไม่มีใครเอาไปได้ ไม่มีบทลงโทษหากไม่ใช้หรือใช้ไม่คุ้ม แต่เราก็ไม่ได้เกินกว่า 24 ชั่วโมง ดังนั้นคำถามที่มักจะเกิดขึ้นคือ เราจะบริหารจัดการเวลาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับชีวิตของเราได้อย่างไร

Jim Rohn บอกว่า มีคนที่มีทัศนคติต่อเรื่องเวลาอยู่ 4 ประเภท

1. The Drifter Mentality หรือคนที่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปแบบไร้แบบแผน ชิวิตนี้สายไปแล้ว ขอใช้ชีวิตเรื่อยๆ ง่ายๆ

2. The Nine-to-Five Time Manager หรือคนที่ทำงานได้ดีภายใต้ความเครียดระดับปานกลาง ไม่ชอบความท้าทายมาก งานไม่ต้องมาก ตอนเย็นขอพักผ่อนชิวๆ

3. The Workaholic หรือคนบ้างาน เน้นการทำ (task-oriented) มากกว่าผลงาน (results-oriented)

4. The Enlightened Time Manager หรือคนที่แบ่งเวลาสำหรับทุกด้านในชีวิตอย่างพอดี แบ่งเวลาแม้กระทั่งให้ตัวเองได้อยู่เฉยๆ คนประเภทนี้ใช้เวลาทำงานคล้ายกับ workaholic แต่ทำผลให้เกิดได้มากกว่าคนประเภทที่สาม

วิธีที่จะสามารถควบคุมเวลาได้ คือ

– เรียนรู้การปฏิเสธอย่างชาญฉลาด ไม่จำเป็นต้องตอบ Yes เสมอเพื่อเป็นคน nice ถ้าคิดว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องเสียเวลา

– แบ่งเวลา “ทำงาน” กับ ”พัก” อย่างชัดเจน การทำสองอย่างพร้อมกันอาจทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้ฉลองงานเสร็จกับความสนุกล้วนๆ ที่ไม่ต้องมาพะวงกับงาน เคยมั้ยที่รู้สึกว่าไปเที่ยวแต่ก็ยังมีความห่วงงาน หรือทำงานอยู่ก็คิดแต่เรื่องไปเที่ยว ทำงานก็ไม่สุด เที่ยวก็ไม่สุด ต้องแบ่งสองเรื่องให้ชัดเจน

– รู้จักตัวเอง โดยหาเวลาที่เราจะทำงานได้ดีที่สุดและมากที่สุด ทำสิ่งสำคัญก่อน และยอมรับว่าตัวเองไม่ถนัดสิ่งใดเพื่อแบ่งงานนั้นให้คนที่มีความถนัดมากกว่าเรา

– ใช้โทรศัพท์ตามความจำเป็น อย่าทำให้การใช้โทรศัพท์รบกวนเวลาอันมีค่าและสมาธิของเรา

– วิเคราะห์การใช้เวลาที่ผ่านไปของตนเอง มีอะไรที่ทำได้ productive กว่าเดิมหรือไม่ อย่างไร

– ถามคำถามที่ใช่ เพื่อค้นหาคำตอบที่แท้จริง

– คิดอะไรได้ก็จดบันทึกไว้ อย่าคิดไว้แค่ในหัว อย่าปล่อยให้ไอเดียๆดี หลุดลอยไป

– มี Game plan ในที่นี้คือ วางแผนก่อนเริ่มต้นวัน สัปดาห์ หรือเดือน ถามว่าตัวเองต้องการทำอะไรสำเร็จบ้างในวันนั้น สัปดาห์นั้น หรือเดือนนั้น มันอาจจะยุ่งยากในช่วงแรกๆ แต่รับรองได้ว่าคุ้มค่าแน่นอน

Strategy 6: Surround yourself with winners

“Never underestimate the power of influence”

คนที่อยู่ใกล้ตัวเรามักจะส่งผลกับเราเสมอ

เพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่กับกลุ่มคนที่ไม่ใช่สำหรับเรา ลองถามคำถามนี้กับตัวเองดู

1. With whom do I spend time? เราใช้เวลากับใคร?

2. What are they doing to me? เค้าทำอะไรให้กับเรา?

3. Is this association okay with me? ความสัมพันธ์นี้โอเคกับเรามัั้ย? เป็นบวก กลางๆ หรือเป็นลบ

หากยังสับสันให้ถามคำถามนี้เพิ่มกับตัวเอง
What have they got you doing? เค้าให้เราทำอะไร?
What have they got you listening to? เค้าให้เราฟังอะไร?
What have they got you reading? เค้าให้เราอ่านอะไร?
Where have they got you going? เค้าพาเราไปไหน?
What have they got you thinking? เค้าให้เราคิดอะไร?
How have they got you talking? เค้าทำให้เราพูดได้อย่างไร?
How have they got you feeling? เค้าทำให้เรารู้สึกอย่างไร?
What have they got you saying? เค้าทำให้เราพูดอะไร?

คำถามสุดท้ายคือ ความสัมพันธ์ที่เรามีอยู่ในปัจจุบันช่วยให้เราเติบโตไปในทิศทางหรือเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้หรือไม่?
ถ้าไม่ ก็ออกห่าง
ถ้าใช่ ใช้เวลาอยู่กับคนกลุ่มนั้น ถนอมและลงทุนเวลาให้กับคนกลุ่มนั้นให้ดี

Strategy 7: Learn the art of living well

“Don’t just learn how to earn, learn how to live!”

มีหลายคนที่มีสิ่งดีๆรอบตัว มีทุกอย่างครบครัน แต่กลับมีความสุขเพียงเล็กน้อย

Jim Rohn แนะนำหลักการเงิน 40 บาทที่สามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าจำนวนเงิน

ใครอยากอ่านไปตามอ่านได้จาก https://thaifinlit.com/post/3130/

นอกจากนี้ Jim Rohn ยังแนะนำว่า “Be happy with what you have while pursuing what you want” หรือการมีความสุขกับสิ่งที่มีควบคู่ไปกับการไล่ตามสิ่งที่คุณต้องการ ซึ่งมีเทคนิคดังนี้

1. อย่าใช้เงินทั้งหมดไปกับเรื่องเล็กๆ แต่ให้เก็บเงินสำหรับสิ่งใหญ่ๆ และพิเศษที่จะตราตรึงในความทรงจำของคุณ

2. ขยายขอบเขตความรู้และประสบการณ์ เรียนรู้จากผู้คนรอบข้าง

3. ลองทำกิจกรรมที่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น เช่น อ่านหนังสือ จองทริปท่องเที่ยว ส่งดอกไม้ไปให้คนที่คุณรัก เป็นต้น แต่หากยังคิดไม่ออก ลองมองรอบๆตัว ว่ามีสถานที่ที่คุณยังไม่เคยไปหรือไม่ มีอาหารที่ยังไม่เคยทานหรือไม่ หรือมีประสบการณ์ที่คุณยังไม่เคยเจอหรือไม่

❤❤ Tricks เหล่านี้ก็สามารถช่วยให้เรามั่งคั่งและมีความสุขควบคู่กันไปได้ค่า แค่ปรับเปลี่ยนทัศนคติและลงมือทำค่า

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ 7 Strategies for Wealth & Happiness โดยผู้เขียน Jim Rohn


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก