“ทำไมลูกของคุณจึงต้องเรียนรู้และสร้างทักษะด้านการเงิน?”

คำถามนี้คงเป็นคำถามที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านถาม และหลายท่านคงมีคำตอบในใจแล้ว ว่าทักษะด้านการเงินเป็นสิ่งที่อยากให้ลูกมีติดตัวตั้งแต่วันนี้ เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

วันนี้ THAI FINLIT ขอมาสรุปเหตุผล 6 ข้อ ตามสไตล์ THAI “FINLIT” ที่ทำให้คุณต้องเร่งปลูกฝังความรู้ทางการเงินให้แก่ลูก เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้

1. F – Financial products are becoming more complicated.

ปัจจุบันโลกของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่องการเงิน มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหุ้น กองทุน ตราสารหนี้ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ยังไม่นับรวมถึงปัจจัยทางด้านสังคม การเมือง การค้าระหว่างประเทศที่ส่งผลให้เกิดความซับซ้อนสำหรับนักลงทุนในการทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

แต่เนื่องด้วยภาระมากมายในการทำงานและการดำเนินชีวิต ทำให้อาจไม่ได้มีเวลาติดตามสถานการณ์มากนัก ซึ่งในตลาดทุนก็มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะกับกลุ่มคนเหล่านี้ แต่เพราะอาจไม่รู้จักกองทุนรวม ไม่รู้จัก ETF ที่ช่วยกระจายการลงทุนให้ ทำให้เสียโอกาสในการลงทุน  ยังไม่ต้องพูดถึงการลงทุนในรูปแบบใหม่ เช่น Cryptocurrency, NFT, Defi ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน การจะเข้าใจผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ ที่นับวันจะยิ่งซับซ้อน ควรเริ่มจากการมีพื้นฐานที่ดี โดยเฉพาะทัศนคติในการบริหารจัดการเงิน ซึ่งไม่ต้องรอให้ลูกไปเรียนตอนโต ไม่ต้องรอให้เรียนจบมหาวิทยาลัยก่อนแล้วค่อยเรียนรู้ เพราะเป็นเรื่องที่คุณสามารถปลูกฝังให้กับลูกได้ตั้งแต่วันนี้

2. I – Inheritance of financial literacy is the greatest gift to your heirs.

คงไม่มีของขวัญใดล้ำค่ากว่าการที่คุณพ่อคุณแม่มอบความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตให้กับลูก เพราะสิ่งเหล่านี้จะติดตัวลูกของคุณไปตลอดชีวิต ไม่มีวันหมด ไม่มีใครขโมยเอาไปได้ ยิ่งเป็นทักษะเรื่องเงินซึ่งเรื่องใกล้ตัว และเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร กิจกรรมใด ก็ยังต้องเกี่ยวข้องกับเงิน แม้ไม่ออกจากบ้านไปทำงาน ก็ยังต้องรู้จักบริหารเงินที่มีอยู่ การมอบความรู้และทักษะทางการเงินเป็นสิ่งที่พ่อแม่สามารถปูพื้นฐานให้ชีวิตของลูกได้โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก แล้วทำไมลูกของเราต้องรอไปเริ่มต้นเรียนรู้ทีหลังคนอื่น

การมอบความรู้ด้านการเงินให้แก่ลูก ยังสามารถเปิดประตูโอกาสให้แก่ลูกของคุณด้วย เมื่อลูกของคุณรู้จักคุณค่าของเงิน ออมเงินเป็น ลงทุนเป็นตั้งแต่เนิ่น ๆ ลูกของคุณจะมีเงินเก็บสะสมตั้งแต่อายุยังน้อย สามารถไปต่อยอดทำสิ่งต่างๆที่ตนสนใจได้ง่ายขึ้น

“Knowledge has power.  It controls access to opportunity and advancement”

Peter Drucker สุดยอดปรมาจารย์ด้านบริหารจัดการ

ถ้าเป็นเช่นนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรจะภูมิใจได้ว่า กำลังมอบความรักในรูปแบบที่ดีที่สุดให้แก่ลูก ด้วยการปลูกฝังวิธีการจับปลาให้ลูกสามารถพึ่งพาตนเองได้ด้วยทัศนคติด้านการเงินที่ดี และเบาใจได้ว่าลูกของคุณมีความรู้ด้านการเงิน ซึ่งจะเป็นปัจจัยส่งเสริมให้ลูกของคุณมีความมั่นคงในการดำเนินชีวิต

3. N – No serious discussion about money at home or at school.

คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่าน แม้จะทำงานในสายการเงิน ก็อาจไม่มีเวลาสอนลูกเรื่องเงินอย่างจริงจัง หรืออาจมีวิธีสอนโดยคอยดูอยู่ห่าง ๆ เช่น ให้เงินเดือนลูกและคอยตรวจสอบดูว่าลูกใช้เงินไปกับอะไร ฟุ่มเฟือยเกินจริงหรือไม่ เป็นต้น โดยอาจไม่ได้มีโอกาสคุยกับลูกว่า เงินสำคัญอย่างไร ทำไมเราจึงต้องเก็บออมเงิน หรือถึงแม้ว่าจะมีโอกาสได้คุยกับลูกตรง ๆ ก็เป็นเรื่องยาก เพราะมันเกิดจากการบอกกล่าวและให้ลูกปฏิบัติตาม

ยิ่งไปกว่านั้น คุณพ่อคุณแม่มักไม่ได้ให้ลูกเข้าไปร่วมรับฟังการสนทนาเกี่ยวกับการเงินของครอบครัว ที่อาจจะคุยเรื่องภาระในการหาเงิน ผลตอบแทนการลงทุน การจ่ายภาษีหรือการชำระหนี้ เพราะไม่อยากให้ลูกต้องมากังวลกับความวุ่นวายหรือความลำบากของครอบครัว

สำหรับโรงเรียน ก็มีวิชาคณิตศาสตร์ที่เน้นทฤษฎีแคลคูลัส หรือวิชาสังคมที่สอนประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้สอนเรื่องจำเป็นที่เด็กต้องรู้หรือทักษะที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันโดยตรง ทั้งที่มีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิต เช่น

  • เก็บออมเงินอย่างไร?
  • ทำไมควรจ่ายเงินให้ตัวเองก่อนจ่ายให้คนอื่น?
  • VAT คืออะไร?
  • เมื่อไรต้องเสียภาษี?
  • ลงทุนในหุ้น เริ่มอย่างไร?
  • การผ่อนรถ การผ่อนบ้าน ต้องดูอะไร?
  • อยากเป็นเถ้าแก่น้อย จะเริ่มจดทะเบียนบริษัทอย่างไร?

จริงอยู่ที่การเรียนในโรงเรียนเป็นพื้นฐานที่ดี และช่วยสร้างกระบวนการทางความคิด เวลาทั้งหมด 80% ของลูกอยู่ที่โรงเรียน 20% อยู่กับครอบครัวคนใกล้ชิด แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะเริ่มปลูกฝังเรื่องที่จำเป็น 80% ในชีวิตประจำวันเช่นกัน

4. L – Learning financial literacy is about applying it in daily lives, not memorizing.

การสอนความรู้และทักษะทางการเงินให้แก่ลูกนั้น คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรบอกลูกว่า ทำแบบนี้เท่านั้นถึงจะถูก ถ้าไม่ทำแบบนี้เป๊ะ ๆ แสดงว่าลูกทำผิด เพราะเป็นคำตอบตายตัว อาจเป็นการจำกัดความคิดหรือจินตนาการลูก ในทางกลับกัน คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกรู้จักฝึกคิดเอง และทำความเข้าใจเองจากการลงมือปฏิบัติหรือการมีประสบการร์โดยตรง เพราะลูก ๆ อาจอยู่ในสถานการณ์ที่ต่างกันหรืออาจมีปัจจัยต่างๆ ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น

ขอยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น พี่น้องคู่หนึ่งแข่งกันออมเงิน พี่เอสามารถออมเงินได้ 1,000 บาท แต่น้องบีออมเงินได้ 750 บาท เด็กทั้งคู่ต้องการนำเงินไปซื้อของเล่น ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจมองว่าไม่จำเป็นเพราะมีเยอะแล้ว แทนที่คุณพ่อคุณแม่จะห้ามทันที คุณพ่อคุณแม่ลองอนุญาตให้ลูกใช้เงินดังกล่าว

พี่เอใช้เงินไป 500 บาท น้องบีใช้เงินไป 250 บาท ทำให้เด็กทั้งคู่เหลือเงินในปริมาณที่เท่ากันที่ 500 บาท แต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด พี่เอทำกระเป๋าเงินหล่นหาย เงินหายไป 500 บาท ทำให้พี่เอเหลือเงิน 0 บาท น้องบียังคงเหลือเงิน 500 บาท จากเงินเก็บของพี่เอที่เคยมีมากกว่าน้องบีก็กลายเป็นไม่เหลือเงินเก็บเลย

เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เป็นโอกาสที่คุณพ่อคุณแม่จะเริ่มตั้งคำถามกับลูกว่า ถ้ารู้ว่าเงินจะหาย จะนำเงินไปซื้อของเล่นอยู่หรือไม่ เพื่อให้ลูกเกิดกระบวนการคิดว่าถ้าไม่นำเงินไปซื้อของเล่น ก็ยังจะมีเงินเหลืออยู่เมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น หรือแนะนำวิธีการป้องกันความเสี่ยงจากการทำเงินหายในครั้งหน้า เช่น แบ่งเงินบางส่วนเก็บใส่กระปุกที่บ้าน แทนที่จะนำเงินเก็บทั้งหมดใส่ไว้ในกระเป๋าเงินแล้วพกไปทุกที่

เมื่อลูกยังมีเงินเก็บมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่อาจให้ข้อเสนอแนะได้ว่า สามารถนำเงินไปลงทุนหรือขายของได้เพื่อให้เงินส่วนนี้เพิ่มพูน

5. I – I wish I learnt it before!

ก่อนที่ลูกของคุณจะเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีความรู้ด้านการเงิน จะดีกว่ามั้ย
ถ้าคุณเริ่มปลูกฝังความรู้ทางการเงินให้กับลูกตั้งแต่วันนี้?

จากการศึกษาของ TDRI* พบกว่าความรู้ทางการเงิน เป็นด้านที่คนไทยอ่อนแอที่สุด ซึ่งรวมถึงการคิดคำนวณดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยเงินกู้ ความรู้เรื่องเงินเฟ้อ การกระจายความเสี่ยง และผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจด้านการเงิน แม้คนไทยจะมีพฤติกรรมทางการเงินที่ดี เช่น การเก็บออม แต่ขาดความรู้ทางการเงิน ทำให้ส่งผลต่อความสามารถในการบริหารจัดการด้านการเงิน เช่น เก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์เป็นส่วนใหญ่แม้อายุยังน้อย แทนที่จะไปลงทุน ทำให้เสียโอกาสในการลงทุน

การเริ่มส่งเสริมความรู้ทางการเงินตั้งแต่วัยเด็ก จะสามารถปลูกฝังและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ง่ายกว่าช่วงวัยอื่น และการมีวินัยในการออมและการใช้จ่ายเงินจะติดตัวเด็กไปจนโต

6. T- Time and tide waits for no man.

การเรียนรู้ทักษะทางการเงิน ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี

แน่นอนว่าคนที่มีความรู้เรื่องการเงิน และเริ่มลงทุนเร็ว สามารถมีความมั่งคั่งได้มากกว่า

ตัวอย่างเช่น นายมั่งมีและนายพอมี

นายมั่งมี เริ่มต้นออมเงินตั้งแต่อายุ 20 ปี โดยเก็บออมเดือนละ 5,000 บาท จนถึงอายุ 25 ปี แล้วหยุดออมเพิ่ม แต่ยังคงเงินลงทุนให้ได้ดอกผลต่อไป จนถึงอายุ 60 ปี

นายพอมี เริ่มออมเงินตั้งแต่อายุ 35 ปี เก็บออมเงินเดือนละ 5,000 บาท ไปจนถึงอายุ 60 ปี

ผลตอบแทนเฉลี่ยของการลงทุนของทั้งคู่เท่ากันที่ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี

เมื่อถึงวันที่ทั้งคู่อายุ 60 ปี ท่านคิดว่าใครจะมีเงินมากกว่ากัน?
คำตอบคือนายมั่งมี! โดยนายมั่งมีจะมีเงินมากกว่า 10 ล้านบาท จะมีเงินมากกว่านายพอมีถึงกว่า 4 ล้านบาท

“เวลา” เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุด ใช้แล้วหมดไป ย้อนกลับไปไม่ได้ ดังนั้นยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งได้เปรียบ จงอย่ารอช้าที่จะเริ่มตั้งแต่วันนี้

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณพ่อคุณแม่น่าจะอยากเริ่มส่งต่อสิ่งดีๆ อย่างความรู้ทางการเงินให้กับลูก คำถามที่ตอบได้ยากกว่า คือ “จะทำอย่างไรที่จะปลูกฝังความรู้ทางการเงินให้กับลูก?”


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก